ธงชาติ ตราแผ่นดินและเพลงชาติจีน 国旗、国徽和国歌

มีนาคม 9, 2007

ธงชาติ  (国旗)

            ธงชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีชื่อว่าธงแดงดาว ๕ ดวง ลักษณะธงเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง ขนาด ๒ คูณ ๓ มุมบนด้านซ้ายประดับด้วยดาว ๕ ดวง ดวงใหญ่ที่สุดอยู่ตรงมุงซ้ายสุด รายล้อมด้วยดาวบริวาร ๔ ดวง  แฉกหนึ่งของดาวบริวารทุกดวง ชี้ตรงไปยังดวงใหญ่ ส่วนปลอกคันธงเป็นสีขาว  พื้นธงสีแดงหมายถึงการปฏิวัติ(革命) ดาวสีเหลืองบ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของชนชาติจีนเป็นผิวเหลือง ดาวดวงใหญ่หมายถึงพรรคคอมมิวนิสต์(共产党)แห่งประเทศจีน  อันเป็นพรรคที่กุมอำนาจรัฐของประเทศ  ดาวบริวาร ๔ ดวง หมายถึงชนชั้น ๔  ชนชั้นซึ่งประกอบเป็นประชากรจีนในสมัยนั้น  อันได้แก่ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นชาวนา ชนชั้นนายทุนน้อย และชนชั้นนายทุนชาติ ภาพดาวบริวาร ๔ ดวง รายล้อมดาวดวงใหญ่  หมายถึงความสามัคคีของประชาชนซึ่งอยู่ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ดาว ๕ ดวงเรียงรายอยู่บนมุมซ้ายของผืนธง  เปรียบเสมือนหมู่ดาวเปล่งประกายส่องแสงสว่างลงสู่พื้นปฐพีอันกว้างใหญ่ไพศาล          ธงชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความเป็นมาดังนี้ เมื่อกองทัพปลดแอก(解放军)ประชาชนจีน  เข้ายึดครองนครหนานจิง(南京) (นานกิง) จากรัฐบาลก๊กมิ่นตั๋งได้ในเดือนเมษายน ค.ศ. ๑๙๔๙ ยุคสมัยของเจียงไคเช็ค(蒋介石)บนผืนแผ่นดินใหญ่ก็สิ้นสุดลง ในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ร่วมกับผู้แทนของพรรคประชาธิปไตยต่างๆ องค์การสมาคมต่างๆ นักประชาธิปไตยที่ไม่สังกัดพรรคหรือกลุ่มการเมือง ผู้แทนของประชาชนส่วนน้อยของประเทศ และผู้แทนของชาวจีนโพ้นทะเลได้ร่วมประชุมสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติเพื่อร่วมหารือการสถาปนาประเทศจีนใหม่ ที่ประชุมได้ตั้งคระกรรมการพิจารณารูปแบบธงชาติและตราแผ่นดินขึ้นคณะหนึ่ง  ต่อมาในเดือนกรกฎาคม คณะกรรมการชุดนี้ได้ประกาศเชิญชวนประชาชนส่งรูปแบบธงชาติเข้าประกวด มีผู้ส่งส่งภาพเข้าประกวดถึง ๓,๐๑๒ ภาพ คณะกรรมการได้คัดเลือกไว้ ๓๘ ภาพ และให้สมาชิกสภาที่ปรึกษาการเมืองพิจารณา  ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ธงแดงประดับดาว 5 ดาว ที่ออกแบบโดยนายจงเหลียนซง()เป็นรูปแบบที่เหมาะสมที่สุดและได้ประกาศให้ใช้ธงแดงดาว 5 ดวง เป็นธงประจำชาติจีน เมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.ศ.1949 และในวันที่ 1 ตุลาคม ปีเดียวกันนี้ ก็ได้มีการเชิญธงแดงประดับดาว 5 ดวง ขึ้นสู่ยอดเสาธง ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ในนครเป่ย่จิง (ปักกิ่ง) อันเป็นการประกาศต่อชาวโลกว่าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนได้สถาปนาขึ้นแล้ว           ตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลมีประกาศให้ประดับธงชาติจีนไว้บนอาคาร สถานที่ทำการของรัฐบาลและสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลจีนซึ่งประจำ ณ ต่างประเทศทุกประเทศ รวมทั้งเรือรบ เรือสินค้า เดินสมุทรของจีน ส่วนอาคารบ้านเรือนประชาชน ก็ให้ประดับธงชาติในวันเทศการแห่งชาติ เช่น วันชาติ เป็นต้น

ตราแผ่นดิน  (国徽)

             ตราแผ่นดิน ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตรงกลางเป็นรูปพลับพลาเทียนอันเหมิน(天安门) ภายใต้รัศมีดาว 5 ดวง ล้อมด้วยรวงข้าวและฟันเฟือง          เดือนกรกฎาคม คศ 1949 หลังจากที่ได้ประกาศเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปส่งรูปแบบตราแผ่นดินเข้าประกวดแล้ว ภายใต้ระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน ก็มีผู้ส่งแบบเข้าประกวดกว่าพันแบบ แต่แบบที่ส่งเข้าประกวดนั้นไม่ได้เข้ารอบเลยแม้แต่แบบเดียว คณะกรรมการคัดเลือกจึงได้ขอความเห็นจากบุคคลในวงการต่างๆ ในที่สุด ก็มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ตราแผ่นดินของจีน ควรจะประกอบด้วยภาพพลับพลาเทียนอันเหมิน ฟันเฟือง รวงข้าวสาลีและรวงข้าวเจ้ารวมอยู่ในภาพเดียวกัน เมื่อมีมติเป็นเช่นนี้แล้ว ก็ได้มอบให้ศาสตราจารย์เกาจวง แห่งมหาวิทยาลัยชิงหวา(清华大学)รับไปดำเนินการ  ตราแผ่นดินที่ออกแบบโดยศาสตราจารย์เกาจวงนี้ มีกรอบรวงข้าวสาลีกับรวงข้าวเจ้าขดเข้ากันเป็นรูปวงกลม มีฟันเฟืองทับตรงก้านรวงข้าวสองฟ่อนบรรจบกัน มีริบบิ้นผูกเป็นปมตรงกลางฟันเฟือง สอดชายเข้าไปในฟ่อนข้าวทั้งข้างซ้ายและข้างขวา และปล่อยชายริบบิ้นห้อยเป็นระย้า ริบบิ้นแบ่งฟันเฟืองออกเป็นซีกบนและซีกล่าง ภายในวงกลมเป็นรูปพลับพลาเทียนอันเหมิน มีดาว 5 ดวงประดับอยู่เหนือพลับพลาเทียนอันเหมิน ตราแผ่นดินนี้ใช้สีแดงและสีทองเป็นพื้น ซึ่งก็คือ รวงข้าว ดาว 5 ดวง พลับพลาเทียนอันเหมิน ฟันเฟืองเป็นสีทอง ส่วนริบบิ้นกับพื้นวงในเป็นสีแดง ทั้งนี้เพราะชาวจีนนิยมว่าสีทองกับสีแดงล้วนเป็นสีสิริมงคง          การใช้พลับพลาเทียนอันเหมินเป็นสัญลักษณ์ของประชาชนจีน เพราะพลับพลาเทียนอันเหมินนั้น ตั้งอยู่ใจกลางนครปักกิ่ง อันเป็นแหล่งกำเนิด ขบวนการ 4 พฤษภาคม (五四运动) ซึ่งเป็นขบวนการของประชนและนักศึกษาทั่วประเทศ ต่อต้านการรุกรานของจักรวรรดินิยม และการกดขี่ของชนชั้นศักดินา          ที่ประชุมสภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ ได้ลงมติให้ใช้ตราแผ่นดินนี้เป็นตราประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 20 กันยายน 1950 โดยกำหนดให้ติดตราแผ่นดินไว้ตรงกลางเหนือประตูใหญ่ของที่ทำการรัฐบาล ที่ทำการสภาที่ปรึกษาการเมืองทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สถานเอกอัครราชทูต และกงสุลจีนที่ประจำ ณ ต่างประเทศ

เพลงชาติจีน  (国歌)         

             ลุกขึ้นเถิด ผู้ไม่ยอมเป็นทาสเขาทั้งมวล เอาเลือดเนื้อของเราสร้างเป็นกำแพงยังกษ์ใหม่ของเราขึ้น ประชาชาติจีนตกอยู่ในภาวะคับขันแห่งความเป็นความตาย ทุกคนถูกบังคับให้ต้องเปล่งเสียงสุดท้ายออกมา ลุกขึ้นเถิด ๆ ๆ เราทั้งผองจงเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ฝ่าห่ากระสุนของข้าศึก รุดหน้าไป ๆ ฝ่าห่ากระสุนของข้าศึก รุดหน้าไป ๆ ๆ           เพลงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนนี้ เดิมชื่อ เพลงมาร์ชกองทหารอาสา (义勇军进行曲) ประพันธ์เนื้อร้องโดยเถียนฮั่น(田汉)และเนี่ยเอ่อร์(聂耳)เป็นผู้ประพันธ์ทำนองเพลง เพลงมาร์ชกองทหารอาสา ประพันธ์ขึ้นเมื่อ คศ 1935 เพลงนี้เดิมเป็นเพลงเอกในภาพยนตร์เรื่อง บุตรธิดาในกลียุค ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับกองทหารญี่ปุ่นยกพลเข้ารุกราน เข่นฆ่าประชาชน 3 มณฑลในภาคอีสานของจีน ในช่วงทศวรรษ 1930 ในยามนั้น ประชาชาติจีนกำลังตกอยู่ในภาวะคับขัน แห่งความเป็นความตาย เบื้องหน้าชะตากรรมอันเลวร้ายนี้ ประชาชนทั้งชาติได้ร่วมแรงร่วมใจต่อต้านข้าศึกด้วยความองอาจกล้าหาญ เพลงมาร์ชกองทหารอาสาซึ่งเป็นเพลงเอกในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวต่อสู้ศัตรู ก่อเกิดความรู้สึกรักชาติ และยอมเสียสละแม้ชีวิต ประชาชนทั้งประเทศลุกขึ้นจับอาวุธเข้าต่อสู้กับญี่ปุ่น ศัตรูผู้รุกรานแผ่นดินจีน          เนื้อเพลง เพลงมาร์ชกองทหารอาสา มีความหมายลึกซึ้ง ไพเราะจับใจคนทั้งชาติ มีทำนองและจังหวะเร้าใจ ให้เกิดพลังความกล้าหาญ ความรักชาติ ยอมสละชีวิตและเลือดเนื้อเป็นชาติพลี เพื่อขับไล่กองทัพญี่ปุ่นออกไปจากประเทศจีน เนื้อเพลงนี้ยังแฝงพลังแห่งชีวิตอันแข็งแกร่งให้สถิตอยู่ในจิตและวิญญาณของประชาชนทั้งชาติ ด้วยเป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้คนทั้งหลาย แม้จะดำรงชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในยามสันติแล้ว ก็ไม่ลืมภาวะอันวิกฤตของประเทศชาติในอดีต จงรักภักดีต่อประเทศชาติตลอดไป สภาที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติ ได้มีมติให้ใช้ เพลงมาร์ชกองทหารอาสา  นี้ เป็นเพลงชาติของสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่นั้นมา  


ประวัติศาสตร์จีน中国历史

มีนาคม 9, 2007

        ตั้งแต่เมื่อประมาณ 1.7 ล้านปีก่อนโน้น ก็ได้มีมนุษย์บุพกาลดำรงชีวิตอยู่ในอาณาเขตจีนแล้ว มนุษย์ปักกิ่ง(北京猿人) ซึ่งห่างจากปัจจุบัน 4-5 แสนปี สามารถทำและใช้เครื่องมือหยาบ ๆ และง่าย ๆ ได้ และรู้จักใช้ไฟ หลังจากผ่านสังคมบุพกาลมาเป็นเวลายาวนานเมื่อประมาณ 2100 ปีก่อน ค.ศ. ราชวงศ์เซี่ย()ก็ได้สถาปนาขึ้น และเป็นการเริ่มก้าวเข้าสู่สังคมทาส ในราชวงศ์ซาง()และราชวงศ์โจวตะวันตก(西周)ซึ่งสืบต่อจากราชวงศ์เซี่ยนั้น ระบบทาสได้พัฒนามาอีกขั้นหนึ่ง ต่อจากนั้นก็เป็นสมัยชุนชิว(春秋)และสมัยจ้านกั๋ว(战国)(ราชวงศ์โจวตะวันออก东周)ระยะนี้โดยทั่วไปเห็นกันว่า เป็นระยะที่ผ่านจากสังคมทาสเข้าสู่ศักดินา เจ้าผู้ครองแคว้นที่ตั้งตัวเป็นอิสระขึ้นในระยะนี้ ได้สร้างประเทศเล็ก ๆ ขึ้นมากมายในอาณาเขตจีน ในที่สุดเมื่อ 221 ปีก่อน ค.ศ. พระจักรพรรดิฉินสื่อหวง(秦始皇)(พระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้) ได้รวมจีนเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและสถาปนาราชวงศ์ฉิน() อันเป็นศักดินาซึ่งรวมอำนาจอยู่ที่ศูนย์กลางรัฐแรกขึ้นในประวัติศาสตร์จีน ต่อจากนั้น ก็ผ่านราชวงศ์ฮั่น() ราชวงศ์สามก๊ก(三国) ราชวงศ์จิ้น()(เว่ย) ราชวงศ์ใต้()และราชวงศ์เหนือ() ราชวงศ์สุย() ราชวงศ์ถัง() สมัยห้าราชวงศ์(五代) ราชวงศ์ซ่ง() ราชวงศ์เหลียว() ราชวงศ์จิน() ราชวงศ์หยวน() ราชวงศ์หมิง() และราชวงศ์ชิง() จนถึงสงครามฝิ่นใน ค.ศ. 1840 ในระยะดังกล่าวนี้จีนอยู่ในสังคมศักดินาเรื่อยมา เป็นเวลา 2000 กว่าปี จีนเคยเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาก่อนที่สุดประเทศหนึ่งในโลก เมื่อ 5000-6000 ปีก่อนโน้น ประชาชนตามลุ่มน้ำหวงเหอ(แม่น้ำเหลือง) ตอนกลางและตอนปลายได้ทำการเพาะปลูกเป็นสำคัญ และเลี้ยงสัตว์ด้วย ในสมัยราชวงศ์ซาง เมื่อ 3000 ปีก่อน ประชาชนจีนได้รู้จักเทคนิคถลุงสำริดและรู้จักใช้เหล็ก เวลานั้น การทอไหมก็เจริญมากได้ปรากฏเทคนิคการทอผ้าไหมที่เก่าก่อนที่สุดในโลก ในสมัยชุนชิว ได้ปรากฏเทคนิคการถลุงเหล็กกล้า มาถึงสมัยจ้านกั๋ว คู่ขนานไปกับการพัฒนาเกษตรกรรม การทดน้ำเข้ามาก็มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สิ่งก่อสร้างชลประทานตูเจียงแย่น(都江堰) ในมณฑลซื่อชวน(四川)(เสฉวน) ที่เลื่องลือชื่อในโลกก็สร้างขึ้นในสมัยนี้เอง ในสมัยราชวงศ์ฮั่น กสิกรรม หัตถกรรมและการค้าได้พัฒนาอย่างมาก จางเชียน(张骞)ราชทูตแห่งราชวงศ์ฮั่นได้ไปเยือนประเทศทางตะวันตกของจีน ซึ่งเป็นการบุกเบิกเส้นทางการค้าที่เริ่มต้นจากฉางอาน(长安)(นครซีอาน西安มณฑลส่านซี陕西ในปัจจุบัน) ผ่านซินเจียง(新疆)ไปทางตะวันตกจนถึงฝั่งตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน(地中海) ตั้งแต่นั้นมา สิ่งทอด้วยไหมอันสวยงามของจีนก็ส่งไปขายยังประเทศตะวันตกเรื่อย ๆ โดยทางที่เรียกกันว่า เส้นทางแพรไหม(丝绸之路)  (เส้นทางสายไหม) สมัยราชวงศ์ถังเป็นสมัยที่เศรษฐกิจและวัฒนธรรมเจริญรุ่งเรืองอีกสมัยหนึ่งถัดจากราชวงศ์ฮั่น ในสมัยราชวงศ์นี้ ปรากฏเมืองที่เป็นศูนย์รวมทางหัตถกรรมและการค้าขึ้นมากมาย เวลานั้นจึงได้สร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางกับหลายประเทศ อันได้แก่ ญี่ปุ่น(日本) เกาหลี(朝鲜) เปอร์เซีย(波斯) อาหรับ(阿拉伯) อินเดีย(印度) ฯลฯ ในสมัยราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน ก็ได้พัฒนาเทคนิคขึ้นอีกขั้นหนึ่ง และแพร่หลายไปยังเกาหลี ญี่ปุ่น อาหรับและยุโรป(欧洲)ตามลำดับ ในสมัยราชวงศ์หมิง การไปมาหาสู่กันฉันมิตรระหว่างจีนกับประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย(亚洲)และแอฟริกา(非洲)พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง ต้นสมัยราชวงศ์หมิง เจิ้งเหอ(郑和)ได้นำขบวนเรือออกทะเลไปถึง 7 ครั้ง ได้ไปยัง 30 กว่าประเทศ ที่ไกลที่สุดเคยไปถึงโซมาลี(索马里)ซึ่งอยู่บนฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกา ในพัฒนาการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน จีนได้สร้างวัฒนธรรมอันรุ่งโรจน์ และได้ปรากฏนักคิด นักวรรณคดี นักประวัติศาสตร์ และนักการทหารที่ดีเยี่ยมขึ้นมากมาย นักคิดที่มีชื่อเสียงได้แก่ เล่าจื้อ(老子) ขงจื้อ(孔子) เม่อตี๋ ซางเยียง หานเฟย หวางชง ฟ่านเซิ่น หลี่จื้อ หวังฟูจือ เป็นต้น นักวรรณคดีและนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงได้แก่ ซีหยวน ซือหม่าเชียน  หลี่ไป๋  ตู้ฝู่ หานอี้ หลิวจงหยวน  ซูสื้อ ซินฉี้จี๋  ลู่อิ๋ว กวานฮั่นชิง  เฉาเสียะฉิน เป็นต้น นักการทหารที่มีชื่อเสียงได้แก่ ซุนหวู่ ซุนปิน เป็นต้น ในด้านการแพทยศาสตร์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์ จีนในสมัยโบราณก็มีผลสำเร็จอันรุ่งโรจน์เช่นกัน หนังสือเรื่อง กานสือซิงจง(干时星钟) (ตำราดาราศาสตร์) ได้บันทึกชื่อดาวฤกษ์ 800 กว่าดวง ในจำนวนนี้ที่ได้วัดระยะที่ตั้งแล้วมี 120 ดวง ได้ทำตารางที่ตั้งของดาวฤกษ์ไว้เก่าก่อนที่สุดในโลก จางเหิง ในสมัยราชวงศ์ฮั่นได้คิดประดิษฐ์หุ่นเทียนอี๋ สำหรับค้นคว้าปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ และคิดประดิษฐ์เครื่องวัดแผ่นดินไหว จูชงจือ ในสมัยราชวงศ์ใต้เหนือได้คำนวณอัตราส่วนระหว่างความยาวของเส้นรอบวงกลมกับเส้นผ่าศูนย์กลางได้ผลลัพธ์ 3.1415926 -3.1415927 เป็นผู้ที่ได้ผลลัพธ์อันแม่นยำเช่นนี้คนแรกในโลก พระภิกษุอี้สิง ในสมัยราชวงศ์ถังได้เผยให้เห็นปรากฏการณ์เคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ซึ่งก่อนการค้นพบของฮัลเลย์(哈雷)ชาวอังกฤษ เมื่อ ค.ศ. 1712 นั้นพันกว่าปี เสิ่นคว่อ ในสมัยราชวงศ์ซ่งทำการค้นคว้าอย่างมีผลในปริมณฑลวิทยาศาสตร์ธรรมชาติมากมาย เมิ่งซีปี่ถาน (孟溪笔谈) (บันทึกในสวนเมิ่งซี)ที่เขาเขียนนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นสารานุกรมที่สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาของ วิทยาศาสตร์และเทคนิคในสมัยโบราณ เภสัชศาสตร์(药理学)และวิชาฝังเข็ม(针灸学)และรมยา(用药熏)ของจีนเป็นสมบัติอันล้ำค่าในประวัติแพทยศาสตร์ของโลก จีนมีตำราแพทยศาสตร์เก่าแก่ก่อนที่สุด คือ หวงตี้เน่ยจิง (黄帝内径) (ตำราแพทยศาสตร์) เมื่อ 500 ปีก่อน ค.ศ. ตำรา เปิ่นเฉ่ากังมู่ (本草纲目) (บันทึกยาสมุนไพรและตำรายา) ที่แต่งโดยหลี่สือเจิน(李时珍)ในศตวรรษที่ 16 นั้นเป็นหนังสือเกี่ยวกับเภสัชศาสตร์ที่สำคัญ ต่อมาได้แปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา          หลังสงครามฝิ่น เนื่องจากการรุกรานของมหาอำนาจจักรวรรดินิยม จีนจึงค่อย ๆ ตกเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา ภายใต้การกดขี่ของจักรวรรดินิยมและศักดินานิยม ทำให้การพัฒนาของเศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมประสบอุปสรรคอันหนักหน่วง ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็ยากจนข้นแค้นแสนสาหัส เพื่อคัดค้านการกดขี่ของศักดินานิยมและการรุกรานจากต่างประเทศ ประชาชนจีนได้ดำเนินการต่อสู้อย่างองอาจกล้าหาญเป็นเวลายาวนาน การปฎิวัติซินไฮ่(辛亥革命)เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1911 ที่นำโดย ดร.ซุนยัตเซ็น(孙中山)ได้โค่นการปกครองของราชวงศ์ชิงลง และสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้น ต่อมาระยะหนึ่ง ประเทศจีนตกอยู่ในภาวะชุลมุนวุ่นวายอันเนื่องมาจากขุนศึกหลายกลุ่มรบพุ่งแย่งชิงอำนาจกัน สังคมจีนในระยะนั้นยังคงอยู่ในลักษณะกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา  ประชาชนจีนซึ่งนำโดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีนและเหมาเจ๋อตุง(毛泽东)ได้ดำเนินการต่อสู้อย่างทรหดอดทนมาเป็นเวลา 28 ปี ผ่านระยะสงครามปราบขุนศึกภาคเหนือ สงครามปฏิวัติที่ดิน สงครามต่อต้านญี่ปุ่น(抗日战争)และสงครามปลดแอก(解放战争)ทั่วประเทศรวม 4 ระยะ ในที่สุดก็ได้โค่นการปกครองของรัฐบาลก๊กมินตั๋ง(国民党)ลง วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949 ได้ประกาศสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้น ซึ่งแสดงว่าการปฏิวัติประชาธิปไตยแผนใหม่ของจีนได้รับชัยชนะ และเริ่มต้นระยะสังคมนิยม 


ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน 中华人民共和国

มีนาคม 9, 2007

        ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนตั้งอยู่ทางตะวันออกของผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชีย บนฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิค มีเนื้อที่ประมาณ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร ราว 1 ใน 15 ของเนื้อที่ทั้งหมดของโลก เป็นประเทศใหญ่ที่ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและแคนาดาแนวฝั่งทะเลของผืนแผ่นดินใหญ่ของจีนยาว 18000 กว่ากิโลเมตรทะเลที่ติดต่อกับผื่นแผ่นดินใหญ่ มีทะเลโป๋ไห่(渤海)เป็นทะเลในผืนแผ่นดินใหญ่ของจีน         ตามชายฝั่งทะเลของจีนมีเกาะใหญ่น้อยรวม 5000 กว่าเกาะ เกาะใหญ่ที่สุดคือเกาะไต้หวัน(台湾岛)มีเนื้อที่ประมาณ 36000 ตารางกิโลเมตร รองลงมาคือเกาะไหหลำ(海南岛) หมู่เกาะทะเลจีนใต้ที่กระจายอยู่ในทะเลจีนใต้เป็นหมู่เกาะที่อยู่ทางใต้สุดของจีนลักษณะภูมิประเทศของจีนมีหลายอย่างและสลับซับซ้อน มีภูเขาสูงและเนินเตี้ย ๆ มีแอ่งแผ่นดินและที่ราบ ทางด้านตะวันตกสูง ด้านตะวันออกต่ำ ค่อย ๆ ลาดลงมาเหมือนขั้นบันใดภาคตะวันตกภูมิประเทศสูงที่สุด มีที่ราบสูงชิงไห่(青海) ธิเบต(西藏) เฉลี่ยแล้วสูงกว่าระดับน้ำทะเล 4500 เมตร มีเนื้อที่ประมาณ 2.3 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นที่ราบสูงกว้างใหญ่ที่สุดและสูงที่สุดในโลก ซึ่งได้สมญาว่าหลังคาโลก”(世界屋脊) ณ ที่นี้มียอดเขาจูมู่หลางหม่า(珠穆朗玛) (เอเวอร์เลสท์) ซึ่งอยู่ที่พรมแดนระหว่างจีนกับเนปาล สูงกว่าระดับน้ำทะเล 8848 เมตรเป็นยอดเขาสูงที่สุดของโลกภาคกลางภูมิประเทศสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1000 ถึง 2000 เมตร

        มีที่ราบสูงและแอ่งแผ่นดินหลายแห่งกระจายอยู่ เช่น ที่ราบสูงมองโกเลียใน(内蒙古) พื้นที่กว้างใหญ่ราบสม่ำเสมอ มีทุ่งหญ้ากว้างสุดสายตา เป็นฐานการปศุสัตว์ที่สำคัญของจีนภาคตะวันออกภูมิประเทศค่อนข้างต่ำ สูงกว่าระดับน้ำทะเล 1000 เมตรลงมา มีที่ราบกระจายอยู่หลายผืนเป็นเขตเกษตรกรรมที่สำคัญของจีน          จีนเป็นประเทศที่มีแม่น้ำลำคลองมาก ยอดปริมาณน้ำไหลของแม่น้ำทั่วประเทศ 2 ล้าน 6 แสนกว่าล้านลูกบาศก์เมตร พอ ๆ กับยอดปริมาณน้ำไหลของแม่น้ำในยุโรปทั้งทวีป มีทรัพยากรพลังน้ำซึ่งจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 680 ล้านกิโลวัตต์อยู่ในอันดับที่ 1 ของโลกแม่น้ำฉางเจียง(长江) (แม่น้ำแยงซีเกียง扬子江)เป็นแม่น้ำใหญ่ที่สุดของจีน ยาว 6300 กิโลเมตร เกิดจากที่ราบสูงชิงไห่-ธิเบต ไหลลงสู่ทะเลจีนตะวันออกเป็นแม่น้ำใหญ่อันดับที่ 3 ของโลกรองจากแม่น้ำไนล์(尼罗河)และแม่น้ำอะเมซอน(亚马逊河                 แม่น้ำฉางเจียงมีปริมาณน้ำอุดมมาก ไหลผ่านพื้นที่ 1.8 ล้านตารางกิโลเมตร เป็นเส้นโลหิตใหญ่ในการขนส่งทางเรือของจีน ดินดอนสามเหลี่ยมตอนปลายแม่น้ำฉางเจียง เนื้อดินดี ทำการเกษตรได้อุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ แม่น้ำใหญ่เป็นที่สองของจีนคือแม่น้ำหวงเหอ(黄河) หรือที่คนไทยรู้จักกันในนามแม่น้ำฮวงโหหรือแม่น้ำเหลือง ยาว 5464 กิโลเมตร ไหลลงทะเลโป๋ไห่ไหลผ่านพื้นที่ 750000 ตารางกิโลเมตร เขตลุ่มน้ำฮวงโหเป็นแหล่งกำเนิดอารยธรรมสมัยโบราณของจีนและเป็นแหล่งกำเนิดประชาชาติจีนจีนยังได้ขุดคลองหลายสาย เช่น คลองขุดสมัยโบราณ (จากเป่ยจิง北京ในภาคเหนือถึงหางโจง杭州ในภาคใต้)ซึ่งเริ่มขุดเมื่อ 2400 กว่าปีก่อน ต่อมาในศตวรรษที่ 7 และที่ 13 ได้ขุดคลองและต่อเติมใหญ่ 2 ครั้ง มีความยาวทั้งสิ้น 1794 กิโลเมตร เป็นคลองขุดที่ยาวที่สุดในโลกนอกจากนี้ ในจีนยังมีทะเลและหนองบึงกระจายอยู่ในที่ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทะเลสาบน้ำจืดและก็มีทะเลสาบน้ำเค็มอยู่บ้างบางแห่ง

        ภูมิภาคส่วนใหญ่ของจีนอยู่ในแถบอบอุ่น ภูมิภาคส่วนหนึ่งทางภาคใต้อยู่ในแถบร้อนและแถบค่อนข้างร้อน ภาคเหนือใกล้ไปทางแถบหนาวภูมิภาคต่าง ๆ มีอุณหภูมิต่างกันมาก เช่น ฮาร์บิน(哈尔滨)

         ในภาคอีสานกับกว่างโจว(广州)(กวางเจา) ในภาคใต้อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนมกราคมต่างกันถึง 33 องศาเซลเซียสขึ้นไปภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีนอยู่ใกล้วทะเล อากาศชื้น ฝนตกมาก อุณหภูมิต่างกันน้อย ภาคตะวันตกเฉียงเหนืออยู่ห่างจากทะเล อากาศแห้ง ฝนตกน้อย อุณหภูมิต่างกันมาก เช่นบริเวณชายฝั่งทะเลทางตะวันออก โดยทั่วไปปริมาณน้ำฝนประจำปี 1600 มิลลิเมตร แต่ในเขตดินแดนส่วนใน ทางตะวันตกเฉียงเหนือฝนตกน้อยมาก ในบริเวณริมแอ่งทาริมปริมาณน้ำฝนประจำปีไม่ถึง 10 มิลลิเมตร บางทีตลอดปีฝนไม่ตกเลย ประเทศจีนแบ่งออกเป็นมณฑล 23 มณฑล เขตปกครองตนเอง 5 เขตนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง 4 นคร และเขตปกครองพิเศษ 2 เขตหน่วยบริหารที่อยู่ในสังกัดของมณฑล เขตปกครองตนเอง นครจังหวัดปกครองตนเอง อำเภอและอำเภอปกครองตนเอง หน่วยบริหารที่อยู่ในสังกัดของอำเภอคือ ตำบลและเมืองเล็ก

          ประเทศจีนมีเมืองใหญ่น้อยทั้งหมด 2900 เมือง ในจำนวนเหล่านี้ เมืองที่มีประชากร 2 ล้านคนขึ้นไป 7 เมือง ที่มีประชาการ 1-2 ล้านคน 13 เมือง ที่มีประชากร 0.5-1 ล้านคน 28 เมืองเป่ย่จิง(北京)หรือปักกิ่ง เป็นนครหลวงของสาธารณรัฐประชาชนจีน มีประชากร 10 กว่าล้านคน และเป็นศูนย์กลางทางการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของทั่วทั้งประเทศ เป่ยจิงมีประวัติการเป็นเมืองหลวงมา 800 กว่าปีแล้ว และมีเขตที่มีทิวทัศน์สวยงามและโบราณสถานอันลือชื่อมากมายซ่างไห่(上海) หรือเซี่ยงไฮ้ เป็นเมืองใหญ่ที่สุดของจีน และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดเมืองหนึ่งของโลกด้วย มีประชากรกว่า 10 ล้านคน เซี่ยงไฮ้ยังเป็นฐานอุตสาหกรรมที่สำคัญของจีนด้วย


opendragon

มีนาคม 9, 2007