Readings

นวนิยายของหลู่ซิน (鲁迅小说)                                            

เย่า(ยา)การรักษาเยียวยา(药)

ครึ่งหลังแห่งราตรีในฤดูใบไม้ร่วง(秋天) ดวงจันทร์ลับฟ้าไปแล้วตะวันยังไม่โผล่ เหลือไว้แต่ผืนฟ้าสีน้ำเงินเข้ม ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความหลับใหล นอกจากสัตว์จำพวกที่ออกหากินเวลากลางคืนเท่านั้น ฮว่าเหล่าซวนผุดลุกขึ้นนั่ง แล้วจุดไม้ขีดไฟจ่อเข้ากับตะเกียงที่เปอระไปด้วยคราบน้ำมัน ร้านน้ำชาทั้งสองคูหาก็สว่างขึ้นด้วยแสงขาวนวลสลัว ๆพ่อไอ้หนู จะไปละเหรอ เป็นเสียงของหญิงมีอายุและห้องในก็มีเสียงไออยู่พักหนึ่งเออ เหล่าซวนตอบพลางกลัดกระดุมเสื้อพลาง แล้วยื่นมือออกไปพร้อมกับพูดว่าเอามาให้ข้าเถอะภริยาเหล่าซวนควานหาอะไรใต้หมอนอยู่พักใหญ่ จึงได้หยิบเงินเหรียญออกมาห่อหนึ่งยื่นให้สามี เหล่าซวนรับมาใส่ลงในกระเป๋าเสื้อด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ แล้วตบดูสองสามที แกจุดโคมและดับตะเกียง แล้วเดินเข้าไปห้องใน ในห้องมีเสียงดังซู่ซ่า ๆ จากนั้นก็เป็นเสียงไอขุก ๆ เหล่าซวนรอจนเสียงลูกชายเงียบลงแล้วจึงเรียกเบา ๆ ว่าเสี่ยวซวน……ไม่ต้องลุกขึ้นหรอกลูก……ร้านนะแม่เขารู้จักจัดการเองเมื่อไม่ได้ยินเสียงลูกชายพูดอะไร เหล่าซวนก็คิดว่าคงหลับสบายไปแล้ว จึงก้าวออกจากบ้านเดินไปที่ถนน ท้องถนนมืดมิดไม่มีอะไรจะมองเห็นได้นอกจากทางสีขาวหลัว ๆ แสงโคมส่องต้องขาทั้งสองข้างของแกที่กำลังก้าวสลับกันไป บางครั้งก็พบสุนัขสองสามตัว แต่ไม่มีสักตัวเดียวที่ส่งเสียงเห่าหอน อากาศหนาวเย็นกว่าในบ้านมาก แต่เหล่าซวนกลับรู้สึกกระชุ่มกระชวยคล้ายกับว่าได้กลายเป็นหนุ่มขึ้นมาในบัดดล และกลายเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์สามารถชุบชีวิตมนุษย์ขึ้นใหม่ได้ฉะนั้น แกเดินก้าวยาวขึ้นเป็นพิเศษ ยิ่งเดินไปหนทางที่เดินก็ยิ่งชัดเจนและท้องฟ้าก็ยิ่งสว่างทุกที ขณะที่เหล่าซวนกำลังตั้งอกตั้งใจเดินอยู่นั้น ทันใดก็ต้องสะดุ้ง เพราะไกลออกไปข้างหน้ามีถนนขวางอยู่สายหนึ่งมองเห็นได้ชัดเจน แกชะงัก และถอยกลับหลายก้าว เมื่อพบร้านค้าร้านหนึ่งที่ยังปิดประตูอยู่ ก็เดินเซเข้าไปยืนพิงประตูอยู่ที่ใต้ชายคาหน้าร้าน ครู่หนึ่ง แกก็ชักรู้สึกหนาวเยือกฮึ ไอ้แก่!ดีใจจริงนะ……เหล่าซวนสะดุ้งอีก เมื่อเบิกตามองดู ก็เห็นคนหลายคนเดินผ่านหน้าแกไป คนหนึ่งยังหันกลับมามองหน้าแก แม้ว่ารูปร่างหน้าตาของคนคนนั้นจะมองเห็นไม่ชัด แต่นัยน์ตามีประกายแห่งความหิวกระหายเหมือนกับผู้ที่อดโซมานานได้พบอาหารเข้า เหล่าซวนมอง ๆ ดูโคมไฟ มันดับไปแล้ว แกกด ๆ กระเป๋าเสื้อดู ของแข็ง ๆ นั่นยังอยู่……แกเงยหน้าขึ้นมองดูสองข้างทางเห็นแต่มนุษย์ประหลาดพวกหนึ่ง ออกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละสองสามคน ต่างเดินวนเวียนอยู่ตรงนั้นราวกับปีศาจ เมื่อเพ่งดูให้แน่อีกที ก็ไม่เห็นมีอะไรที่ประหลาดไปกว่านั้นไม่นานนัก ก็เห็นทหารหลายคนกำลังไหวตัวอยู่เบื้องหน้า ถึงจะอยู่ห่างไกล แต่เครื่องหมายวงกลมขาวขนาดใหญ่ที่เสื้อเครื่องแบบทั้งข้างหน้าและข้างหลังยังเห็นได้ชัด ทั้งยังเห็นผู้ที่เดินผ่านหน้าไปมีแถบสีแดงขลิบอยู่กับชายเสื้อ ……เสียงฝีเท้าดังขึ้นพักหนึ่ง แล้วชั่วประเดี๋ยวเดียวฝูงชนกลุ่มใหญ่ก็เฮโลกันผ่านไป หมู่คนที่ออกันอยู่หมู่ละสองสามคนนั้นก็รวมกันเข้าเป็นกลุ่มเดียวในทันที แล้วเคลื่อนรุดไปข้างหน้าคล้ายกับระลอกคลื่น จนใกล้จะถึงถนนขวางจึงหยุดยืนโดยฉับพลัน แล้วแปรขบวนเป็นรูปครึ่งวงกลมเหล่าซวนก็มองไปทางนั้น แต่เห็นเพียงหลังของคนกลุ่มหนึ่งกำลังชูคอกันสลอน คล้ายกับเป็ดฝูงใหญ่ที่ถูกมือล่องหนจับชูขึ้น เงียบไปครู่หนึ่ง ครั้นแล้วดูเหมือนจะมีเสียงดังขึ้นนิด ๆ จากนั้นก็มีการไหวตัวกันอีก ทันใดเสียงร้องด้วยความตกใจก็ดังขึ้นพร้อมกัน คนพวกนั้นพากันถอยหลังกรูด แตกฉานซ่านเซ็นมาจนถึงที่ ๆ เหล่าซวนยืนอยู่ จนแทบจะเบียดเอาแกล้มลงไปเอ้า! เอาเงินมาเอาของไป! คนแต่งชุดดำหยุดยืนตรงหน้าเหล่าซวน ดวงตาวาววามราวกับคมมีด 2 เล่ม ทิ่มแทงจนเหล่าซวนห่อตัวเล็กลีบลงเกือบครึ่ง มืออันใหญ่โตข้างหนึ่งของชายผู้นั้นแบยื่นเข้ามาหาแก อีกมือหนึ่งกำหมานโถวสีแดงสดไว้ลูกหนึ่ง น้ำสีแดงนั้นยังหยดอยู่ติ่ง ๆ เหล่าซวนตะลีตะลานควักเหรียญออกมา มือสั่นระริกหมายจะยื่นให้ชายผู้นั้น แต่กลับไม่กล้ารับของในมือเขา ชายผู้นั้นรู้สึกร้อนรนใจ จึงร้องตะโกนขึ้นว่า กลัวอะไรกัน ทำไมไม่เอาไปหล่ะ เหล่าซวนยังคงลังเลใจอยู่ คนแต่งชุดดำจึงแย่งเอาโคมไฟและฉีกกระดาษโคมออกมาห่อหมานโถวยัดเยียดให้เหล่าซวน อีกมือหนึ่งก็ฉวยเอาเงินเหรียญไปจับ ๆ ดู แล้วหันหลังผละไป ปากก็พึมพำว่าไอ้แก่นี่……จะเอาไปรักษาใครกันนี่ เหล่าซวนคล้ายจะได้ยินเสียงคนถาม แต่แกหาตอบไม่ จิตใจของแกบัดนี้จดจ่ออยู่แต่ห่อห่อนั้นประหนึ่งอุ้มทารกซึ่งถือกำเนิดมาเป็นลูกโทนในช่วง 10 ชั่วคนฉะนั้น ส่วนเรื่องอื่น ๆ แกไม่ได้สนใจด้วยเลย บัดนี้กำลังจะนำเอาชีวิตใหม่ในห่อนี้กลับไปปลูกฝังที่บ้านตน จะได้เก็บผลแห่งความสุขอันล้นเหลือ ตะวันลอยดวงขึ้นมาแล้ว เบื้องหน้ามีถนนใหญ่สายหนึ่ง ตัดตรงไปสู่บ้านแก ป้ายสัปรังเคตรงถนนขวางที่อยู่ด้านหลังก็ต้องแสงสว่างแลเห็นชัด มีตัวหนังสือสีทองเลือน ๆ 4 ตัวเขียนไว้ว่าปะรำโบราณเมื่อเหล่าซวนกลับมาถึงบ้าน หน้าร้านได้จัดแจงเรียบร้อยแล้ว โต๊ะน้ำชาที่ตั้งไว้เป็นแถวขึ้นเงาวาววับ แต่ยังไม่มีลูกค้ามีแต่เสี่ยวซวนนั่งกินข้าวอยู่คนเดียวที่โต๊ะข้างใน เหงื่อเม็ดโป้ง ๆ ไหลหยดลงจากหน้าผากของแก เสื้อเจี๋ยเอ่าก็แนบติดกลางสันหลังกระดูกไหล่ทั้งสองข้างนูนขึ้นเหมือนตัว v กลับหัว เหล่าซวนเห็นอาการเช่นนี้ก็ถึงกับขมวดคิ้วนิ่วหน้า ภริยาของแกเดินออกมาจากครัวอย่างรีบร้อน เบิกตาโพลง และริมฝีปากสั่นเล็กน้อยได้มาแล้วเหรอได้แล้วคนทั้งสองเข้าไปปรึกษากันในครัวอยู่ครู่หนึ่ง แล้วภริยาเหล่าซวนก็ออกไปข้างนอก ไม่นานนักหล่อนก็ถือใบบัวใบหนึ่งกลับเข้ามาวางแบลงบนโต๊ะ เหล่าซวนคลี่กระดาษโคมไฟออก ใช้ใบบัวห่อหมานโถวแดงลูกนั้นเสียใหม่ ขณะนั้นเสี่ยวซวนกินข้าวเสร็จแล้ว แม่จึงรีบพูดขึ้นว่าเสี่ยวซวน……นั่งอยู่ที่นั่นแหละ อย่าเข้ามาในนี้นะ พูดแล้วก็หันไปจัดการกับเตาไฟส่วนเหล่าซวนก็เอาห่อสีเขียวสดกับห่อกระดาษโคมไฟเป็นแต้มขาว ๆ แดง ๆ อีกห่อหนึ่งยัดใส่เข้าไปพร้อมกันในเตาไฟ เปลวไฟสีดำแดงลุกโชนอยู่พักหนึ่ง กลิ่นหอมประหลาดก็อบอวลไปทั่วร้านหอมจริงแฮะ! พวกเอ็งกินของว่างอะไรกันน่ะ คนที่เข้ามาคือเสี่ยอู่หลังโกง เสี่ยคนนี้มักจะมาฆ่าเวลาที่ร้านน้ำชานี้ทุกวัน เขามาก่อนกว่าใคร ๆ และกลับทีหลังใคร ๆ เขาเดินกะโผลกกะเผลกไปที่ข้างโต๊ะมุมกำแพงชิดถนน พอนั่งลงก็ถามขึ้น แต่ไม่มีใครตอบ ทำข้าวคั่วเหรอ ก็ไม่มีใครตอบอีก เหล่าซวนรีบออกมาชงน้ำชาให้เข้ามาซิ เสี่ยวซวน ภริยาเหล่าซวนเรียกลูกชายเข้าไปห้องใน ในห้องมีม้านั่งตัวหนึ่งวางอยู่ตรงกลาง เสี่ยวซวนก็นั่งลง แม่ของแกยื่นจานที่ใส่ของกลม ๆ ดำ ๆ ให้ พลางเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่ากินเสียเถอะ……โรคจะได้หายเสี่ยวซวนหยิบของดำ ๆ ลูกนั้นขึ้นดูครู่หนึ่ง คล้ายกับกำลังประคองชีวิตของตัวไว้ในมือแกให้รู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก แล้วก็บิมันออกด้วยความระมัดระวัง ทันใดนั้นใต้เปลือกที่ดำเกลียมก็มีไอร้อนพลุ่งออกเป็นลำขาวเมื่อไอสีขาวระเหยหมด ก็เห็นเป็นหมานโถว 2 ซีก ที่ทำด้วยแป้งสาลี ……เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว หมานโถวทั้ง 2 ซีกก็ถูกกลืนลงไปในท้องหมด แต่เสี่ยวซวนไม่รู้ว่ารสชาติเป็นอย่างไร ตรงหน้าแกคงเหลือแต่จานเปล่าใบเดียว ข้าง ๆ ตัวแกมีพ่อกับแม่ยืนขนาบอยู่ สายตาของคนทั้งสองประหนึ่งจะฉีดอะไรเข้าไป หรือดูดอะไรออกมาจากร่างของแกฉะนั้น เสี่ยวซวนจึงเหลือที่จะระงับใจมิให้เต้นระทึกได้ เขายกมือขึ้นทาบที่หน้าอก และแล้วเสียงไอก็ดังขึ้นอีกพักหนึ่งนอนสักครู่เถอะ……แล้วก็จะหายเสี่ยวซวนเชื่อคำแม่ แกนอนทั้งที่ยังไออยู่ แม่ของแกรออยู่จนเสียงหอบของลูกชายเงียบไปแล้ว จึงค่อย ๆ ดึงผ้าห่มที่เต็มไปด้วยรอยปะห่มให้แกในร้านมีผู้คนนั่งอยู่คับคั่ง เหล่าซวนสาละวนอยู่กับงาน แกหิ้วกาทองเหลืองใบใหญ่เดินวนเวียนไปมาเพื่อชงชาให้ลูกค้า ขอบตาทั้งสองข้างมีรอยดำเป็นวงเหล่าซวน ไม่ค่อยสบายหรือไง……เป็นไข้มั้งตาหนวดสีดอกเลาถามขึ้นเปล่าเปล่า……เออ หน้าตายิ้มแย้มอย่างเอ็ง ก็ไม่น่าจะ…… ตาหนวดสีดอกเลาลบล้างคำพูดของตัวเองเหล่าซวนเอ็งยุ่งอยู่แต่งาน นี่ถ้าลูกชายเอ็ง…… เสี่ยอู่หลังโกงพูดยังไม่ทันจบ ทันใดนั้นชายหน้าเหี้ยมคนหนึ่งก็เดินพรวดเข้ามา ชายคนนั้นสวมเสื้อสีดำ ไม่กลัดกระดุม ใช้ผ้าคาดเอวสีดำหน้ากว้างคาดไว้อย่างรุ่มร่าม พอก้าวเข้าประตู ก็ทักทายกับเหล่าซวนว่ากินหรือยัง หายรึยัง เหล่าซวนเอ็งโชคดี แต่โชคของเอ็งถ้าไม่ใช่เพราะข้ารู้ข่าวเร็วละก้อ……เหล่าซวนมือหนึ่งหิ้วกาน้ำ อีกมือหนึ่งปล่อยห้อยไว้ด้วยความนบนอบ แกรับฟังด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ผู้คนที่นั้งอยู่เต็มร้านก็รับฟังด้วยความนบนอบเช่นกัน ภริยาเหล่าซวนยิ้มนิด ๆ ทั้ง ๆ ที่ขอบตาทั้งคู่ยังดำอยู่ พลางยื่นถ้วยชาและใบชากับลูกสมออีกลูกหนึ่งให้เหล่าซวนเข้าไปชงรับรองหายแน่ มันไม่เหมือนกับของคนอื่นเขา เอ็งลองคิดดู ได้มาสด ๆ ร้อน ๆ และก็กินลงไปสด ๆ ร้อน ๆ ชายหน้าเหี้ยมเอาแต่ตะเบ็งเสียงพูดก็นั่นนะซี ถ้าไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือของอาว์คัง ไหนเลยจะได้ยังงี้…… ภริยาเหล่าซวนกล่าวขอบอกขอบใจหายแน่ ๆ กินเข้าไปร้อน ๆ ยังงั้นแหละ หมานโถวชุบเลือดคนยังงี้ รับรองว่าฝีในท้องอะไรก็ต้องหายภริยาเหล่าซวนได้ยินคำว่าฝีในท้อง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ดูเหมือนไม่ใคร่จะพอใจ แต่แล้วก็รับทำเป็นยิ้ม และขอตัวไปจากที่นั่น ท่าทีเช่นนี้นายคังหาได้สังเกตเห็นไม่ เขายังคงส่งเสียงอยู่เอ็ดอึง จนเสียวซวนหลับอยู่ข้างในก็พลอยไอประสานไปด้วยที่แท้ก็เสี่ยวซวนของเอ็งเจอโชคลาภอันประเสริฐนั่นเอง โรคก็ต้องหายขาดเป็นแน่แท้ทีเดียว มิน่าเล่าเหล่าซวนถึงยิ้มทั้งวัน ตาหนวดสีดอกเลาพูดพลางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้านายคัง กระซิบถามด้วยความพินอบพิเทาว่าคุณคัง……ได้ยินว่าคนที่ถูกประหารวันนี้เป็นเด็กแซ่เซี่ยมันเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่ แล้วเรื่องอะไรกันครับลูกใครนะเหรอะ ก็ลูกยายเซี่ยนะซิ ไอ้หนุ่มน้อยนั่นแหละนายคังเห็นใคร ๆ ตั้งอกตั้งใจฟังก็ยิ่งรู้สึกภาคภูมิ จนเนื้อหนังมังสาบนใบหน้าเกร็งนูนขึ้นเป็นลอน ๆ เขาพูดด้วยเสียงดังขึ้นอีกว่าไอ้หนุ่มนั่นมันวอนหาที่ตาย หาที่ตายแท้ ๆ คราวนี้ข้าไม่ได้อะไรซักนิด แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ถอดออกมา ก็ถูกไอ้ตาแดงอาอี้ผู้คุมเอาไปหมด……คนที่โชคดีที่สุดคืออาร์ซวน ถัดมาก็ท่านเซี่ย แกได้รางวัลเงินเหรียญขาววับ ๆ ยี่สิบห้าตำลึง เข้ากระเป๋าคนเดียว ไม่ได้จ่ายเลยสักอีแปะเดียวเสี่ยวซวนเดินช้า ๆ ออกมาจากห้องใน สองมือกุมที่หน้าอกและไอไม่หยุด แกเดินไปที่ข้างเตา ตักข้าวเย็นออกมาชามหนึ่งเติมน้ำร้อนลงไปแล้วนั่งกิน ภริยาเหล่าซวนเดินตามเข้าไปพลางถามเบา ๆ ว่าค่อยยังชั่วมั้ยลูก……ยังหิวอยู่อีกเปล่า……หายแน่ รับรองหายแน่ นายคังเหลียวไปดูเสี่ยวซวนแวบหนึ่ง แล้วหันกลับมาพูดกับคนทั้งหลาย ท่านเซี่ยแกหัวไวถ้าไม่ไปยื่นฟ้องก่อน ป่านนี้หัวหลุดจากบ่าทั้งโคตร ทรัพย์สมบัติก็ถูกริบหมด ดูซิเดี๋ยวนี้เป็นไง เงิน……ไอ้หนุ่มนั่นก็ร้ายจริง ๆ อยู่ในคุกยังริชักชวนผู้คุมก่อขบถอีกไอ๊ย่ะ ยังงั้นจะใช้ได้ที่ไหน ชายอายุ 20 เศษที่นั่งอยู่แถวหลังแสดงท่าทางขุ่นเคืองจะบอกให้ ไอ้อี้ตาแดงน่ะมันทำหน้าที่ไปล้วงไส้ ไอ้หนุ่มดันไปคุยกะมัน ว่าแผ่นดินไต้เช็งนี้เป็นของพวกเราทุกคน คิดดูซิ นี่เป็นคำพูดของคนรึ ไอ้ตาแดงรู้อยู่ว่า บ้านไอ้หนุ่มมีแต่แม่เฒ่าคนเดียว แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะจนถึงขนาดนี้ แม้น้ำมันสักหยดก็รีดไม่ออก มันโมโหเหลือทนอยู่แล้ว ไอ้หนุ่มยังมาแหย่เสือเข้าให้อีก เลยตบเสียสองฉาดพี่อี้น่ะเชิงหมัดมวยดี โดนเข้าสองฉาดนี้ ไอ้หนุ่มเห็นจะย่ำแย่ ชายหลังโกงที่นั่งอยู่มุมห้องลิงโลดขึ้นทันทีไอ้ถ่อยนั่นมันไม่กลัวซ้อม แถมยังว่าน่าสงสาร ๆ ซ้อมไอ้คนพวกนี้ มีอะไรน่าสงสาร ตาหนวดสีดอกเลาพูดขึ้นเอ็งยังไม่เข้าใจคำพูดของข้า ดูท่าทางของมัน มันว่าอาอี้น่าสงสารต่างหากล่ะ นายคังแสดงท่าทีดูหมิ่น และยิ้มอย่างเย้ยหยันผู้คนที่ฟังอยู่ตาค้างทันที เสียงคุยกันเบา ๆ ก็เงียบชะงักไปหมด เสี่ยวซวนกินข้าวเสร็จ เหงื่อก็ไหลโชกไปทั้งตัว คล้ายจะมีไอร้อนระเหยออกมาทางศรีษะพูดบ้า ๆ ……อาอี้น่าสงสาร บ้าแท้ ๆ ตาหนวดสีดอกเลาเหมือนเพิ่งจะเข้าใจบ้าแท้ ๆ ชายอายุ 20 เศษก็พูดขึ้นอย่างกับเพิ่งจะเข้าใจเหมือนกันลูกค้าที่นั่งอยู่ในร้านคุยกันเฮฮา บรรยากาศอันมีชีวิตชีวาปรากฏขึ้นอีกคำรบหนึ่ง เสี่ยวซวนก็ถือโอกาสที่ผู้คนกำลังส่งเสียงอึกทึกนี้ไออย่างที่ นายคังเดินเข้าไปหา ตบไหล่แกแล้วพูดว่ารับรองหายแน่ เสี่ยวซวน……เอ็งอย่าไอยังงี้ซี รับรองหายแน่บ้าแล้ว เสี่ยอู่หลังโกงพูดพยักหน้าผืนดินนอกประตูเมืองด้านตะวันตกที่ติดกับกำแพงเมือง เดิมเป็นของหลวง ระหว่างกลางมีทางเดินเล็ก ๆ คดเคี้ยวไปมาอยู่สายหนึ่ง มันเกิดจากพื้นรองเท้าของคนที่ชอบเดินทางลัด แต่แล้วกลับกลายเป็นเส้นเขตแดนธรรมชาติไป ด้านซ้ายของทางเล็กสายนี้เป็นที่ฝังศพนักโทษที่ถูกประหารชีวิตและที่ถูกทรมานหรืออดตายด้านขวาเป็นป่าช้าของคนยากคนจน หลุมฝังศพทั้งสองฟากสลับซับซ้อนเป็นชั้น ๆ เหมือนกับหมานโถวในงานวันเกิดของบ้านผู้ดีมีเงินเทศกาลเช็งเม้ง(清明节) ปีนี้หนาวผิดปกติ ต้นหยางหลิ่ว(杨柳树) เพิ่งจะผลิใบขนาดครึ่งเมล็ดข้าว ท้องฟ้าเพิ่งสางไม่นาน ภริยาเหล่าซวนก็มาปรากฏตัวที่หน้าหลุมฝังใหม่ทางด้านขวา แกหยิบกับข้าว 4 จานพร้อมด้วยข้าว 1 ชามออกตั้งเรียง แล้วร่ำไห้อยู่พักหนึ่ง เมื่อเผากระดาษเงินกระดาษทองแล้ว ก็นั่งลงบนพื้นดินอย่างเซื่องซึม ประหนึ่งจะรอคอยอะไรอยู่ แต่เจ้าตัวก็ตอบไม่ถูกว่ากำลังรอคอยอะไร สายลมอ่อนโชยมาต้องเส้นผมสั้น ๆ ของแกซึ่งดูหงอกมากกว่าปีกลายนี้เป็นกองบนทางเล็กมีหญิงอีกผู้หนึ่งกำลังเดินมา ผมแกก็หงอกเป็นสีดอกเลา ใส่เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง แกหิ้วตะกร้ารูปกลมสีแดงเก่า ๆ ใบหนึ่ง และมีกระดาษเงินกระดาษทองห้อยอยู่นอกตะกร้าพวงหนึ่ง แกเดิน ๆ หยุด ๆ ทันทีที่แกเหลือบไปเห็นภริยาเหล่าซวนนั่งมองแกอยู่ที่นั่นก็เกิดลังเลใจ ใบหน้าที่ซีดสลดเผยให้เห็นถึงความละอายใจ แต่ในที่สุดก็แข็งใจเดินดุ่มไปยังหลุมฝังศพแห่งหนึ่งทางด้านซ้าย แล้ววางตะกร้าลงหลุมฝังศพนั้นอยู่แถวเดียวกันกับหลุมฝังศพของเสี่ยวซวนระหว่างกลางมีทางเล็ก ๆ สายหนึ่งคั่นอยู่เท่านั้น พอเห็นแกเอากับข้าว 4 จานและข้าว 1 ชามออกมาตั้งเรียง แล้วยืนร่ำไห้ จากนั้นจึงเผากระดาษเงินกระดาษทอง ภริยาเหล่าซวนก็คิดอยู่ในใจว่าหลุมฝังศพนี้เห็นจะเป็นของลูกชายแกแน่ ๆ หญิงชราคนนั้นเดินวนเวียนไปมาและเหลียวมองอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดมือเท้าก็สั่นระริก แกถอยโซเซไปสองสามก้าว แล้วก็ถลึงตายืนเหม่ออยู่กับที่ภริยาเหล่าซวนเห็นอาการเช่นนั้น เกรงว่าแกจะเสียใจเป็นบ้าอดรนทนไม่ได้จึงลุกขึ้นเดินข้ามทางเล็กไป แล้วเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า ยายเอ๊ย อย่าได้เสียอกเสียใจไปเลย……เรากลับกันเถอะแกพยักหน้า แต่สายตายังคงเหม่อมองไปเบื้องบน และแล้วก็พูดด้วยเสียงสะอื้นเบา ๆ ว่าเอ็งดูสิ……นี่มันอะไรภริยาเหล่าซวนมองตามที่แกชี้ สายตาไปหยุดลงตรงหลุมฝังศพข้างหน้า บนหลุมฝังศพนั้นต้นหญ้ายังขึ้นคลุมไม่ทั่ว แลเห็นผิวดินสีเหลืองโผล่เป็นแห่ง ๆ อย่างน่าเกลียด ครั้นมองเลยขึ้นไปอย่างพินิจพิเคราะห์ ใจก็หายวูบ ……เห็นชัดทีเดียวว่ามีพวงมาลาสีขาวสลับแดงพวงหนึ่งวางอยู่บนหลุมฝังศพนั้นสายตาของหญิงทั้งสองต่างก็ฝ้าฟางมาหลายปีแล้ว แต่ยังสามารถมองเห็นดอกไม้สีขาวสลับแดงนั้นได้อย่างชัดเจน ดอกไม้นั้นมีไม่มาก จัดเรียงเป็นรูปวงกลม ไม่สู้จะสดนัก แต่ก็ดูเรียบร้อยดี ภริยาเหล่าซวนสาละวนมองดูหลุมฝังศพลูกชายของตนและของคนอื่น ๆ เห็นมีแต่ดอกไม้ขาวซีดดอกเล็ก ๆ ที่ไม่กลัวความเย็นของอากาศ ผลิบานอยู่ประปราย ในทันทีก็ให้รู้สึกอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว แต่ก็ไม่อยากจะนึกสืบสาวราวเรื่อง หญิงชราผู้นั้นเดินใกล้เข้ามาสองสามก้าว มองดูอย่างพินิจพิเคราะห์อีกครั้งแล้วก็เอ่ยขึ้นลอย ๆ ว่านี่ไม่มีราก ไม่เหมือนกับที่งอกขึ้นเอง ……มีใครที่นี่เหรอ เด็ก ๆ คงไม่มาเล่นที่นี่แน่……ญาติมิตรในครอบครัวหรือก็ไม่ยุ่งเกี่ยวมานานแล้ว……เรื่องมันยังไงกันนี่ แกคิดแล้วคิดอีก พลันน้ำตาก็ร่วงลงพราก ๆ และตะโกนขึ้นว่าลูกยี่เอ๊ย พวกมันใส่ร้ายเจ้า เจ้าคงจะยังไม่ลืม คงจะชอกช้ำสุดแสน วันนี้เจ้าจงใจแปลงร่างให้แม่ได้เห็นใช่หรือเปล่าแกเหลียวมองไปรอบ ๆ เห็นอีกาตัวหนึ่งเกาะอยู่บนต้นไม้ที่ปราศจากใบ ก็พูดต่อไปอีกว่าแม่รู้แล้ว……ลูกยี่เอ๊ย น่าสงสารที่พวกมันใส่ร้ายเจ้า กรรมจะต้องตามสนองพวกมันในวันหน้า สวรรค์รู้ดีในเรื่องนี้เจ้าจงหลับตาเถอะ ……หากเจ้ายังอยู่ที่นี่จริง และได้ยินคำของแม่……จงบันดาลให้อีกาตัวนั้นบินมาที่หลุมฝังศพของเจ้า ให้แม่ได้เห็นชัดกะตาซิสายลมอ่อนหยุดโชยนานแล้ว หญ้าแห้งยืนต้นนิ่งเป็นทิวแถวดั่งสายลวดทองแดง เสียงสั่นเครือที่ดังหวือ ๆ อยู่กลางอากาศค่อย ๆ แผ่วเบาลงจนเงียบหายไป บริเวณรอบ ๆ นั้นเงียบสงัด หญิงทั้งสองยืนอยู่ในป่าหญ้าแห้ง แหงนมองอีกาตัวนั้น มันยังอยู่เกาะอยู่บนคบไม้ที่ชะลูดดั่งพู่กัน ซุกหัวนิ่งราวกับรูปเหล็กหลอมเวลาผ่านไปนานเท่านาน ผู้คนที่มาเยี่ยมหลุมฝังศพมากขึ้นทุกที คนแก่และเด็กหลายคนผลุบ ๆ โผล่ ๆ ตามหลุมฝังศพเหล่านั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ภริยาเหล่าซวนรู้สึกคล้ายกับได้สลัดภาระที่แสนหนักออกไปจากบ่า หล่อนคิดจะกลับบ้าน จึงพูดเตือนขึ้นเรากลับกันเถอะนะหญิงชราถอนใจครั้งหนึ่ง แล้วจัดแจงเก็บจานชามอาหารอย่างเซื่องซึม แกลังเลอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดจึงเดินจากไปช้า ๆ ปากก็พึมพำกับตัวเองว่าเรื่องมันยังไงกันนี่……

หญิงทั้งสองคนเดินไปได้สัก 20-30 ก้าว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องกา ๆ ดังขึ้นทางเบื้องหลัง ทั้งสองเหลียวขวับไปดูด้วยความตกใจ เห็นอีกาตัวนั้นกระพือปีกโผผินบินสู่ฟากฟ้าอันไกลโพ้นดุจธนูพุ่ง

จากแหล่ง……

luxun1

ใส่ความเห็น