Traditions&Cultures

เทศกาลวันสำคัญของจีน

(中国传统节日)

 ตรุษจีนในเมืองจีน(春节)

img_835.jpg

ชาวไทยเราโดยเฉพาะคนในเมืองรู้จักและคุ้นเคยกับตรุษจีนดี เพราะเมื่อถึงวันตรุษจีนมิเพียงแต่ชาวจีนเท่านั้นที่จัดงานฉลองกันอย่างสนุกครึกครื้น คนไทยที่รู้จักมักคุ้นกับคนจีนก็มีส่วนเข้าร่วมด้วยเสมอ ข้อนี้เห็นจะไม่มีใครปฏิเสธเรารู้ว่าตรุษจีนนั้นเป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของชาวจีน เพราะเป็นวันฉลองปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติของเขา ก็เหมือนกับสงกรานต์ของเราดูเหมือนคนทั่วไปรู้ความหมายของตรุษจีนก็เพียงเท่านี้แต่ความเป็นมาของตรุษจีนและรายละเอียดในประเพณีปฏิบัติเห็นจะรู้กันไม่ค่อยมากนักตรุษจีนมีประวัติสืบทอดมา 3000-4000 ปีแล้ว การที่คนจีนสมัยโบราณจัดเอาต้อนปีไว้ในหน้าที่หนาวจัดนั้นมีความหมายเกี่ยวพันกับการผลิตทางการเกษตรกรรมอย่างใกล้ชิด เพราะช่วงเวลานี้อยู่ระหว่าง”การเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง ธัญญาหารเข้ายุ้งเข้าฉางในฤดูหนาว”ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ว่างจากการทำนา ผู้คนจึงเอาเวลานี้มาจัดงานฉลองการเก็บเกี่ยวเพื่อนเอาใจเทวดาฟ้าดินให้โปรดประทานความผาสุกในชีวิตและความราบรื่นในการผลิตของปีต่อไป ขณะเดียวกันก็ถือโอกาสนี้พักผ่อนหย่อนใจไปด้วยเพื่อเตรียมกำลังกายกำลังใจไว้ทำนาในปีหน้าเรารู้กันว่า การจุดประทัดกับเทศกาลตรุษจีนนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดแรกเริ่มเดิมทีเมื่อหลายพันปีก่อน การจุดประทัดก็เพื่อขับไล่ภูตผีปีศาจ มิใช่เพียงสนุกสนานเท่านั้นการปิดกาพย์กลอนคู่(对联)และรูปเทพารักษ์(门神)ไว้ 2 ข้างประตูบ้านในเทศกาลตรุษจีนก็เป็นประเพณีที่สืบทองมาช้านานเช่นเดียวกัน การปิดกาพย์กลอนตรุษจีนนั้น ในประเทศจีนนิยมปฏิบัติกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ตามการสังเกตของผม รู้สึกว่าในเมืองผู้คนให้ความสนใจน้อยแล้วแต่ในชนบทยังนิยมปฏิบัติกันมาก กาพย์กลอนคู่นั้นแรกเริ่มเป็นรูปแบบคาถามีเนื้อหาไปในทางอวยชัยให้พร ภายหลังได้มีคำที่เป็นมงคลต่าง ๆ เพิ่มเข้ามาอาหารการกินในวันตรุษจีนเป็นเรื่องสำคัญมากเรื่องหนึ่ง คนไทยเราไม่น้อยที่ได้รู้ได้เห็นว่า ชาวจีนในเมืองไทยมีอาหารการกินอย่างอุดมสมบูรณ์ในวันตรุษจีน ในเมืองจีนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน ตามปกติคนจีนมีความขยันหมั่นเพียร ประหยัดมัธยัสถ์และใช้ชีวิตเรียบง่ายจนกลายเป็นนิสัย แต่พอถึงวันตรุษจีน พวกเขาจะเตรียมอาหารการกินไว้พร้อม ผู้มีฐานะดีก็เตรียมดีหน่อยผู้มีฐานะไม่ค่อยดีก็เตรียมกันตามมีตามเกิด การเตรียมอาหารการกินในวันตรุษจีนนี้ แต่ละท้องถิ่นก็ทำไม่เหมือนกัน แล้วแต่ประเพณีนิยมที่ปักกิ่งอาหารพื้น ๆ ที่ผู้คนโดยทั่ว ๆ ไป นิยมรับประทานกันก็คือ “เจี่ยวจือ”(饺子เกี๊ยว)เจี่ยวจือทำด้วยแป้งสาลีข้างในมีไส้ ไส้เจี่ยวจือมักทำด้วยเนื้อหมูสับผสมผักกาดขาวหรือผักอื่น ๆ แล้วแต่รสนิยมของแต่ละคน การรับประทานเจี่ยวจือก็เพื่อเอาความหมายอันเป็นสิริมงคลของมัน เพราะรูปลักษณ์ของเจี่ยวจือคล้ายกับเงินตราโบราณที่จีนเรียกว่า”หยวนเป่า”(元宝)หรือที่ไทยเรียกว่า”เงินราง”ส่วนอาหารการกินในวันตรุษจีนของภาคใต้อุดมสมบูรณ์กว่าภาคเหนือ นอกจากอาหารประเภทหมูเห็ดเป็ดไก่แล้วจำพวกขนมนมเนยก็มีมากมายหลายอย่างคนจีนทางภาคใต้เขาจะกิน”เหนียนเกา”(年糕ขนมเข่ง)กันทุกปีเพื่อเอาความหมายสิริมงคลของมัน เพราะเสียงของคำว่า”เหนียนเกา”มีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า”เจริญขึ้นทุกปี” (年高)แต่ตามตัวหนังสือแปลว่าขนมนึ่งประจำปีในวันตรุษจีน ชาวจีนมีงานที่จะต้องทำตามขนบประเพณีหลายสิ่งหลายอย่าง เริ่มแต่วันสุกดิบหรือวันจ่าย เขามี”การอดนอนต้อนรับปีใหม่” (守岁)คืนนี้พวกเขาจะไม่นอนกันเลยตลอดทั้งคืน และจะจุดตะเกียงไว้สว่างไสว ในชนบทเขาจะเอากิ่งสน กิ่งไผ่หรือต้นอ้อมาผูกเป็นคบเพลิงตามไฟไว้นอกบ้านด้วย เป็นการขับไล่สิ่งอัปมงคล พอผ่านเที่ยงคืนก็ถือว่าเริ่มต้นปีใหม่

ชาวบ้านจะเริ่มจุดประทัดต้อนรับปีใหม่ ตอนเช้าวันนี้ ภาษาแมนดารินหรือภาษาจีนกลางเรียกว่า”ชูอี”(初一)ภาษาแต้จิ๋วเรียกว่า”ชิวอี้”เป็นวันที่หนึ่งของปีใหม่ ผู้คนจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ๆ จะไปอวยพรตามบ้านญาติมิตรที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เป็นกิจกรรมของคนในแต่ละครอบครัว แต่ในสังคมก็มีกิจกรรมที่ฉลองตรุษจีนร่วมกันด้วย ส่วนมากเป็นการละเล่นสนุกสนานที่เห็นเล่นกันแถวชานเมืองปักกิ่ง ก็มีการเชิดสิงโตเชิดมังกร เล่นเรือบนบก เดินไม้ขาสูงและอื่น ๆ  การละเล่นในวันตรุษจีนยังมีอย่างอื่นๆ อีก แต่ละท้องถิ่นก็มีการละเล่นแตกต่างกันไป

วันเทศกาลหยวนเซียว(元宵节)

หยวนเซียว

วันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายเป็น”วันเทศกาลหยวนเซียว”หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า”วันเทศกาลโคมไฟ”(灯节)คืนวันนี้ พระจันทร์เต็มดวงครั้งแรกหลังจากวันตรุษจีน การฉลองวันเทศกาลหยวนเซียวมีประเพณีกินขนมหยวนเซียวและชมโคมไฟ ขนมหยวนเซียวทำด้วยแป้งข้าวเหนียวปั้นกลม ๆ ไส้หวาน คล้ายขนมบัวลอย รูปกลมหมายความว่า สมาชิกในครอบครัวมาอยู่รวมกันพร้อมหน้า การชมโคมไฟในเทศกาลหยวนเซียวมีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 มาถึงสมัยนี้ การชมโคมไฟในเทศกาลหยวนเซียวยังคงนิยมกันทั่วทุกแห่งในคืนวันเทศกาลหยวนเซียวตามเมืองต่าง ๆ จะจัดนิทรรศการโคมไฟ วางแสดงโคมไฟรูปร่างแปลก ๆ มากมายหลายชนิด บางแห่งยังจัดทายปริศนาด้วย คือเขียนปริศนาในกระดาษติดไว้ที่โคมไฟใครทายถูกก็ชนะ ในชนบทบางแห่งจะจัดงานมหรสพ มีการจุดดอกไม้ไฟ เดินไม้ขาโหย่ง เชิดมังกร เต้นยังเกอ(扭秧歌) (ระบำพื้นเมืองชนิดหนึ่ง)โล้ชิงช้า และอื่น ๆ ตามประเพณีนิยม

วันเทศกาลจงชิว(中秋节)

mooncake

วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตามจันทรคติเป็นวันเทศกาลจงชิว วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 ตรงกลางฤดูใบไม้ร่วง จึงเรียกว่า จงชิว(กลางฤดูใบไม้ร่วง)ตามหลักฐานที่ยืนยันได้ ปรากฏว่า พระจักรพรรดิสมัยโบราณของจีนมีพิธีเซ่นไหว้บวงสรวงพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิเซ่นไหว้บวงสรวงพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง และในหมู่ชาวบ้านก็ค่อย ๆ มีการเซ่นไหว้บวงสรวงพระจันทร์เช่นกัน ทุกปีเมื่อถึงเทศกาลจงชิวก็จะทำขนมเยว่ปิ่ง(月饼) (ขนมเปี๊ยะ)อย่างดี เมื่อเซ่นไหว้เสร็จแล้ว ก็แบ่งกันกินทั้งครอบครัวซึ่งแสดงว่าทั้งครอบครัวได้มาอยู่รวมกันพร้อมหน้าด้วยความร่าเริงเบิกบาน ประเพณีนี้สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน ทุกวันนี้ขนมเยว่ปิ่งก็มักจะเป็นของกำนัลญาติมิตรเพื่อนฝูงในวันเทศกาลนี้ด้วยในคืนวันเทศกาลจงชิว ดวงจันทร์สุกสกาวเป็นพิเศษ ใต้แสงจันทร์อันนวลผ่องทั้งครอบครัวนั่งล้อมวงกันชมดวงจันทร์ไปพลาง จะรู้สึกเบิกบานใจยิ่ง ก็จะชวนให้คิดถึงกัน กลอนสมัยโบราณที่ว่า”แหงนหน้ามองดวงจันทร์ พอก้มหน้าก็คะนึงถึงบ้านเดิม(举头望明月、低头思故乡)ก็ยังพูดติดปากต่อ ๆ กันมาจนทุกวันนี้

ใส่ความเห็น